ผลกระทบของเศรษฐกิจ

พนักงานตกงานอีกกว่า 100 คน

พนักงานตกงานอีกกว่า 100 คนจากการเลิกจ้างของบริษัทมิตซูบิชิอิเล็กทริค

       ทางสำนักงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้รับแจ้งจากประชาชนเมื่อวันที่ 16 เมษายนปีพศ. 2563 ที่ผ่านมาว่าทางบริษัทมิตซูบิชิอิเล็คทริคได้มีการยกเลิกการจ้างพนักงานเป็นจำนวนมากถึง 1 พันกว่าคนโดยทางบริษัทได้ให้เหตุผลของการเลิกจ้างงานในครั้งนี้ว่าช่วงนี้มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าดังนั้นสินค้าจึงขายไม่ค่อยได้ยอดการผลิตจึงลดลงและที่สำคัญช่วงนี้ไม่มีคนซื้อสินค้าเลย

ทำให้ทางบริษัทต้องพิจารณาเลิกจ้างพนักงานบางส่วนซึ่งจากเดิมทางบริษัทมิตซูบิชิอิเล็คทริคจะมีลูกจ้างที่เป็นลูกจ้างของตนเองอยู่ที่ 2,500 คนและยังได้มีการจ้างบริษัทแต่งขึ้นมาเป็นพนักงานจ้างชั่วคราวอีก 2,600 คนแถมยังมีพวกนักศึกษาฝึกงานเข้าไปฝึกงานตามสาขาต่างๆอีกประมาณ 900 คนซึ่งก่อนหน้านี้ทางบริษัทมิตซูบิชิอิเล็คทริคก็ได้มีการติดต่อสถานศึกษาของนักศึกษาฝึกงานทุกมหาวิทยาลัยให้รับตัวนักศึกษาฝึกงานกลับไปก่อน

เพราะเนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีงานลดน้อยลงซึ่งในขณะนี้จำนวนลูกจ้างของบริษัท Mitsubishi Electric ลดลงเกินกว่าครึ่งแล้วแต่ว่าการเลิกจ้างนั้นทางบริษัทก็ยังคงทำตามกฎหมายเหมือนเดิมนั่นคือก็จะมีการจ่ายเงินเดือนชดเชยให้และมีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าซึ่งลูกจ้างต่างก็กำลังประสบปัญหากับการถูกเลิกจ้างจึงได้มีการติดต่อไปที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ทราบปัญหานี้

เนื่องจากหลายคนเป็นลูกจ้างที่มีรายได้ไม่ได้สูงมากนักดังนั้นเมื่อถูกเลิกจ้างจึงไม่มีเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าห้องค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆค่าน้ำค่าไฟค่ากินหรือแม้แต่ค่าเดินทางก็ตามแต่แต่สาเหตุที่ทำให้ลูกจ้างต้องไปร้องเรียนที่สำนักงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนั้นก็เพราะว่ามีบางจังหวัดที่ไม่มีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าว่าจะมีการเลิกจ้าง

ซึ่งมีพนักงาน บางคนเล่าให้เขาฟังว่ากันเองเตรียมตัวไปทำงานแต่เช้าตามปกติแต่เมื่อไปถึงที่ทำงานพบว่าโรงงานจะปิดและไม่ยอมเปิดให้พนักงานเข้าไปซึ่งไม่ได้มีการบอกล่วงหน้าใดๆหรือไม่มีสัญญาณใดๆ

เลยว่าจะมีการให้หยุดการทำงาน โดย พนักงานก็มาทำงานเจอกันทุกคนแต่หลังจากที่รู้เรื่องกันว่าโรงงานต้องปิดกิจการลงและเลิกจ้างนั้นจึงได้มีการถ่ายภาพและมีการนำไปแชร์ในโลกออนไลน์เพื่อให้สังคมได้รับรู้เกี่ยวกับการที่ตนเองถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมแต่อย่างไรก็ดีหลายคนก็ต้องขนขวายหางานทำใหม่

เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีช่องทางทำมาหากินไม่มีเงินไว้ใช้จ่ายซึ่งผลกระทบในครั้งนี้ที่ทุกคนกำลังได้รับอยู่ก็เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่เพราะมาจากไวรัสโคโรน่านั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า bk8

ประเทศที่คุณภาพแย่มาก

ในทุกๆปีบริษัทเมอร์เซอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะมีการเผยแพร่ซึ่งแสดงถึงเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดกว่า450เมืองกว่าทั่วโลกบริษัทเมอร์เซอร์ได้มีการคัดเลือกด้านเมืองนั้นๆเป็นเมืองที่แย่ในหลายๆด้านวันนี้เราจะพาคุณมาพบกับเมืองอันดับที่มีคุณภาพชีวิตเลวร้ายที่สุดในโลก

เมืองวากาดู ประเทศบูร์กินาฟาโซ

เมืองวากาดู เป็นเมืองหลวงของประเทศบูร์กินาฟาโซซึ่งเป็นเมืองที่ตกอยูในภายใต้ภัยคุกคามจากอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องหลังจากได้รับเอกราชเมื่อในปี2503ประเทศบูร์กินาฟาโซต้องประสบปัญหาในความขัดแย้งทางการเมืองและระบบการปกครองหลายรูปแบบ อันเป็นสาเหตุหลักที่หน่วงเหนี่ยวการพัฒนาประเทศประเทศบูร์กินาฟาโซได้เป็นประเทศที่ยากจนในลำดับต้นๆ

ตามการจัดลำดับของสหประชาชาติประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร เนื่องจากภัยแร้งความเสื่อมของดินที่กำลังแปลสภาพเป็นทะเลทรายการขาดแคลนน้ำไม่มีทางออกสู่ทะเล นอกจากนี้ยังเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นคงของมนุษย์ เช่น อันตราการไม่รู้หนังสือของประชาชนมีมากถึงร้อยละ70และประชากรมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่44ปีเท่านั้น เนื่องจากประสบปัญหากับโรคระบาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอดส์ และ มาลาเรีย นอกจากนี้รัฐบาลเองจึงได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสังคมโดยจะเน้นไปในส่วนของด้านการศึกษาและการสาธารณะสุขขั้นพื้นฐาน

เมืองตริโปลี ประเทศลิเบีย

ตริโปลีได้เป็นเมืองหลวงของประเทศลิเบียเมื่อประชาชนนั้นต่างก็ได้ลุกขึ้นมาประทวงโค่นล้มระบอบในสการปกครองในลิเบียและขับไล่ ประธานาธิบดีมูอัมมาร์ กัดดาฟี ของประเทศลิเบียให้ลงจากตำแหน่งจนเกิดจลาจลไปทั่วในทุกๆในหลายๆเมืองจากประเทศที่ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีบานะทางเศรษฐกิจดีที่สุดประเทศหนึ่งในเอฟริกาเหนือแต่กลับกลายเป็นได้มาเป็นประเทศที่มีการก่อจลาจลกันอยู่บ่อยครั้งและยังเป็นที่ซ้องสุมของกลุ่มISและยังมีความไม่สงบสุขจากกลุ่มที่คอยช่วงชิงในการควบคลุมของแหล่งน้ำมันอีกด้วยเศรษฐกิจ

เมื่อก่อยของประเทศลิเบียนั้นก็ขึ้นอยู่กับภาพพลังงานก็ได้แก่ น้ำมัน และ ส่วนของก๊าซธรรมชาติ และจะเรียกได้ว่าประเทศลิเบียนั้นได้เป็นหนึ่งในสิบประเทศได้มีการที่ผลิตน้ำมันที่รวยมากที่สุดในโลกมีสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของบ้านเรือนอาทิเช่นพระราชวัง มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และ อนุสาวรีย์ แต่หลังจากความไม่สงบทางการเมืองจึงได้ทำให้ประเทศลิเบียนั้นได้กลายเป็นประเทศที่คุณภาพชีวิตที่มีการแย่ลงไปอย่างเรื่อยๆและก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดึงเข้าสถานะการดั้งเดิมกลับคือมาได้อีกเมื่อไหร่ถ้ายังจะมีเหตุการเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  next88

เศรษฐกิจและการเมืองในช่วงที่มีการระบาด

เศรษฐกิจและการเมืองในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

   เรียกได้ว่าในช่วงเวลานี้ประเทศไทยประสบปัญหาทั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19และยังมีปัญหาด้านการเมืองแทรกแซงเข้ามาเออเราจะเห็นได้ว่ามีนักศึกษาเป็นจำนวนมากที่เริ่มไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลได้ออกมารวมตัวกันประท้วงต่อต้านการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น

และมีการเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีของไทยลาออกจากตำแหน่งเพราะไม่สามารถที่จะควบคุมการทำงานของคณะรัฐบาลของตนเองให้มีประสิทธิภาพได้เนื่องจากปัจจุบันทีมคณะบริหารงานรัฐบาลชุดนี้ยิ่งมีการบริหารงานมากเท่าไหร่เศรษฐกิจไทยก็ยิ่งแย่ลงไปมากเท่านั้น

การตัดสินใจทำอะไรต่างๆเชื่องช้าไม่ทันการณ์และผิดพลาดให้เห็นอย่างชัดเจนนักศึกษาต่างก็ทนไม่ได้จนต้องรวมตัวกันออกมาประท้วงอย่างที่เห็นกันในปัจจุบันเป็นที่น่าตกใจว่าในแต่ละวันที่มีการแถลงการออกมาเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  นั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนแทบจะเรียกได้ว่าอาจจะมีการเลื่อนขั้นสถานะความรุนแรงจากเดิมที่เราอยู่ในช่วงระยะของเกรดที่ 2

อาจจะไปลุกลามมาเป็นเพศที่สามแล้วก็เป็นได้และไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังมีปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19เศรษฐกิจของประเทศกำลังสั่นคลอนแต่ยังมีอีกหลายประเทศทั่วโลกที่พบปัญหาในลักษณะเดียวกันซึ่งต่างประเทศการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้เปรียบเสมือนที่เราไม่สามารถควบคุมเพลิงไฟไหม้ที่กำลังโหมกระหน่ำได้ดังนั้น

หลายประเทศจึงมีการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ของตนเองด้วยการเป็นประเทศส่งผลให้ธุรกิจภายในประเทศซบเซาและกำลังจะส่งผลให้เศรษฐกิจระหว่างประเทศและเศรษฐกิจภายในประเทศได้รับผลกระทบมากกว่า 50% หลายฝ่ายมีการวิเคราะห์กันว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในครึ่งปีแรกนี้จะทำให้ GDP ตกต่ำแน่นอน

  แต่ก็ยังมีความเชื่อกันว่าหลังจากกลางปีไปแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นเพราะเชื่อว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้แน่นอนหากประชาชนทุกคนให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดีในการที่จะกัดตัวเองอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปรับเชื้อไวรัสหรือไม่ออกไปแพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่น สำหรับประเทศไทย

ตอนนี้นอกจากปัญหาเศรษฐกิจจะไม่ดีแล้วยังมีการดึงการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับสภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้อีกด้วยเนื่องจากพบการขาดแคลนของหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถผลิตหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือได้แต่พบว่าประเทศไทยกับมีการขาดแคลนหน้ากากอนามัยกับเจลล้างมือเป็นจำนวนมาก

และยิ่งมีข่าวว่ามีการกักตุนหน้ากากอนามัยหลายร้อยล้านชิ้นเพื่อเอาไปจำหน่ายให้กับต่างประเทศก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนภายในประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงอย่างไรยังไม่มีข้อสรุปออกมาแต่ที่แน่ๆในสถานการณ์เช่นนี้เราทุกคนต้องช่วยกันเพื่อให้รอดจากเชื้อไวรัสโควิด-19ให้ได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  BK8

ไม่มีอะไรใหญ่คับฟ้า

โรคภัยไข้เจ็บไม่เคยเลือกใคร และไม่สนใจว่าใครจะรวยหรือใครจะจน ไม่สนใจว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และไม่สนใจว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่สนใจว่าจะเป็นคนประเทศอะไร เมื่อมันเข้าจู่โจมที่ร่างกาย มันไม่ไว้หน้าใคร 

จากสถานการณ์ไข้ไวรัสโควิด19 ได้ระบาดแพร่กระจายไป จากจุดเริ่มต้นแค่หนึ่งประเทศในแถบเอเชีย ลุกลามไปยังทวีปอื่นๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และยังไม่พัฒนา กระจายไข้ระบาดกับคนไปทุกกลุ่ม แม้แต่นักกีฬาที่เล่นกีฬาวิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือแม้แต่ผู้นำประเทศ และมียศเป็นถึงเจ้าชาย ซึ่งล่าสุดเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มงกุฎราชกุมาร และพระบิดาของ

เจ้าชายวิลเลี่ยม ทรงประชวรด้วยโรคนี้แล้วเช่นกัน จึงทำให้มีรายงานว่า เจ้าชายวิลเลียม และเคต ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ทรงพาเจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ ได้เสด็จไปประทับที่คฤหาสน์แอนเมอร์ ฮออลล์ มณฑลนอร์ฟอล์ก ในช่วงที่ระหว่างอังกฤษได้ทำการล็อกดาวน์ควบคุมการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิด19 นี้

ที่กำลังระบาดไปทั่วอังกฤษ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ ที่ตำหนักแอนเมอร์ ฮอลล์ ตั้งอยู่ในเขตพระตำหนักซานดริงแฮมของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบ็ธที่2 ประมุแห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายวิลเลียม และดัชเชสเคต ทรงเยือนหมู่บ้านแห่งนี้อยู่บ่าย ซึ่งอาคารดังกล่าวนั้น ทางควีนได้ยกให้เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์ได้เสกสมรสกันตั้งแต่ปี 2556

และสองพระองค์ก็ทรงได้เคยประทับที่นี่ ก่อนที่เจ้าชายวิลเลียมทรงออกจากการเป็นนักบินของกองทัพอากาศ แล้วจึงทรงพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่กรุงลอนดอน ซึ่งปัจจุบัน เจ้าชายจอร์จ พระชันษาแล้ว หกปี และเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ พระชันษา ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็ต้องทำการหยุดเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ

โดยได้ให้มีครูมาสอนวิชาต่างที่พระตำหนัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์มากมาย หรือใหญ่โตสักแค่ไหน โรคร้ายไม่สนใจที่จะเลือกคน หากไม่ป้องกันตัว หรือดูแลตัวเองให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัยนั้น ทุกคนสามารถที่จะติดไข้ไวรัสโควิด19 นี้ได้ทุกคน ซึ่งปัจจุบันโรคไข้ระบาดนี้ยังคงไม่หยุดแพร่ระบาด และยังคงเดินหน้าสร้างความเดือดร้อนให้กับคนบนโลกใบนี้

ฆ่าชีวิตผู้คนอย่างมากมาย ไม่สนใจว่าจะเป็นคนประเทศใด ซึ่งก็ยังไม่มีใครบนโลกใบนี้ตอบได้ว่าเมื่อไหร่ที่จะไข้ไวรัสชนิดนี้จะหยุดระบาดสักที เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ทำให้คนเจ็บป่วยแล้วจบไป แต่ผลกระทบที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาถของคน กำลังแย่ลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูกโซ่ ที่มีผลกระทบกันไปหมด

รัฐบาลที่ไม่เคยหยุดนิ่งกับการแก้ปัญหาทุกๆเรื่อง

ตั้งแต่เพลงที่บอกว่า เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน เพลงนี้และท่อนนี้ยังคงได้ยินอยู่ในหัว และยังได้ยินจนถึงทุกวันนี้ เพราะท่อนเพลงพวกนี้ กลายเป็นท่อนประโยคที่เด็กสมัยใหม่ที่โตพอจะเข้าใจความเป็นจริงว่าอะไรคืออะไรแล้ว อะไรคือความจริง และอะไรคือการหลอกลวงไปวันๆ จนเด็กๆ เอามาล้อเลียนและเป็นประโยคขำขัน กันในเรื่องสนุกสนาน

แต่กับผู้ใหญ่และคนทำมาหากินที่เป็นพ่อแม่คนและรับผิดชอบต่อครอบครัว กับไม่นั่งขำหรือยืนหัวเราะสนุกสนานไปกับเด็กๆ ด้วย เพราะสิ่งที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่นั้น นอกจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ จนล่าสุดปัญหาไข้ระบาดโควิด ระดับโลก รัฐบาลชุดนี้ก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิม คือการแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินคนละพันสองพัน ต่ออายุวีซ่าในการทำงานราชการไปวันๆ และเก่งที่สุดคือการออกมาโวยวาย และอัดคลิปพูดจาโชว์วิสัยทัศน์ออกมา

ซึ่งคนที่ดูแล้วพูดคำเดียวว่า พูดอะไรออกมา และใช้อะไรคิด ซึ่งล่าสุดปัญหาแพร่ระบาดโควิด รัฐบาลชุดนี้โดยผู้นำของประเทศ ได้ออกมาพูดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ครั้งแรก ย้ำว่าครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดปัญหาไข้ระบาดโควิด19 ขึ้นมาจนทุกวันนี้ จะสองเดือนเข้าเดือนที่สามแล้ว โดยเป็นการแถลงการณ์ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ทำหน้าที่ชะลอการแพร่ระบายและกระจายเชื้อโรคได้อย่างดี (เหรอว่ะ) ทั้งๆที่ล่าสุดมีประชาชนออกมาโพสต์ว่า เป็นไข้โควิด

แต่ไม่มีโรงพยาบาลไหนยอมรักษาให้เนื่องจากเตียงโรงพยาบาลเต็ม และยังบอกผ่านรายการโทรทัศน์อีกว่า แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาเชื้อโควิด ได้กระจายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล หรือตื่นตระหนก เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยนิ่งนอนใจ ทุกฝ่ายทำตามมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ และสร้างความมั่นใจให้กับหน่วยงานและภาครัฐ (ซึ่งคดีกักตุนหน้ากากอนามัย ของ สส.รัฐบาลเอง จนไม่มีหน้ากากอนามัยให้แพทย์และพยาบาลใช้ ยังไม่คืบหน้า

และหน้ากากอนามัยล่องหนหายไปไหน) และขอให้ไม่ต้องกักตุนอาหาร เพราะรัฐบาลชุดนี้เอาอยู่ รวมถึงการงดทำกิจกรรมร่วมชุมนุมต่างๆ  และขอให้เชื่อมั่นในตัวรัฐบาลชุดนี้ ว่ามีสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้อย่างเพียงพอ และทิ้งท้ายด้วยว่า “ผมรู้ว่าทุกคนต้องลำบากและเจ็บปวด แต่เราก็ต้องอดทน เพื่อจะร่วมกันฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน และประเทศไทยต้องชนะ” (อยากถามว่า จะไปรบกับใคร) ซึ่งหลังจากคลิปนี้ออกสู่สายตาประชาชนนั้น ทุกคนตั้งคำถามว่า ที่ออกมาพูดนั้น ตรงไหนคือการป้องกันประเทศ หรือแค่ออกมาบอกว่าเชื่อมั่นรัฐบาล และใส่หน้ากากอนามัยซะ แค่นี้ใช่มั้ยที่ออกมาพูด

เมื่อเศรษฐกิจแย่โจรขโมยก็ชุม

  ตั้งแต่ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ทำให้ตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างประเทศไม่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยเพราะกลัวการติดเชื้อและในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวของประเทศไทยเองประชาชนคนไทยก็ไม่ได้เดินทางออกไปเที่ยวที่ไหนเพราะกลัวการติดเชื้อเช่นเดียวกัน

ดังนั้นจึงส่งผลให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยมีผลกระทบเป็นอย่างมากร้านค้าต่างๆให้ลูกค้าไปซื้อกินสนามบินล้างเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวบินเข้าบินออกประเทศเลยรวมถึงโรงแรมร้านขายของก็ต่างพากันทยอยปิดกิจการกำลังไปมาก นั่นก็เพราะว่าเมื่อไม่มีลูกค้าร้านค้าก็อยู่ไม่ได้และเมื่อร้านค้าอยู่ไม่ได้ประชาชนที่เป็นพนักงานก็ตกงานซึ่งจำนวนพนักงานที่ตกงานเพราะร้านค้าปิดกิจการนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19  มีความเพิ่มขึ้นเรื่อยๆบริษัทใหญ่ๆถ่างปิดกิจการลงสายการบินต้องขอลดจำนวนพนักงานรวมถึงบริษัทรายย่อยต่างๆก็ต้องลดจำนวนพนักงานลง

หรือบางที่ก็แจ้งปิดกิจการเพราะว่าไม่สามารถที่จะทนพิษเศรษฐกิจได้ไหว แล้วเมื่อคนตกงานเยอะไม่มีงานทำก็ยังไม่มีเงินใช้จึงเป็นที่มาว่าในปัจจุบันนี้ประเทศไทยเริ่มมีขโมยและโจรเยอะมากขึ้น จะเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่ตอนนี้เรามักจะเห็นเช่นมีคนเดินเข้าไปในร้านทองแล้วบุกปล้นชิงร้านทองได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก

ซึ่งข่าวการปล้นร้านทองมีมากใน 1 เดือนอาจจะมีการปล้นร้านทองมากกว่า 3 ที่เลยด้วยซ้ำไปแล้วยังมีการเข้าไปปล้นธนาคารรวมถึงการวิ่งราวกระชากสร้อยซึ่งทำให้เราเห็นได้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลแค่เฉพาะร้านค้าอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังส่งผลถึงประชาชนทุกคนหลายคนตัดสินใจที่จะมาเป็นโจรขโมยเพราะว่าไม่มีเงินเอาไว้ใช้จ่ายให้กับคนในครอบครัวอย่างล่าสุดก็มีข่าวโจรขึ้นบ้านรายได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมากซึ่งตามรายงานข่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในบ้านเพราะรู้การเคลื่อนไหวและรูปที่ซ่อนของทรัพย์สินเป็นอย่างดี

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าตอนนี้ทั่วทุกจังหวัดทั้งประเทศไทยมีแต่ปัญหาโจรขโมยชุกชุมถ้าหากรัฐบาลยังไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นประชาชนคงจะอยู่ไม่ได้ไม่สามารถออกเดินตามท้องถนนได้เพราะกลัวทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 กลัวทั้งปัญหาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วยังต้องมากลัวปัญหาคนมากระชากกระเป๋ากระชากสร้อยรวมถึงกลัวโจรจะขึ้นบ้านดังนั้นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ที่รัฐบาลควรจะแก้ไขก็คือปัญหาเศรษฐกิจเพื่อจะได้แก้เรื่องปากท้องของประชาชน เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นจำนวนโจรก็จะลดลง

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  entaplay

ผีน้อยเข้าประเทศไทย

คำว่าผีน้อย เป็นคำที่ใช้แทน คนงานไทยที่หนีไปทำงานที่ประเทศเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งหากดูจากสถิติจากแหล่งอ้างอิงนั้นผลสำรวจแจ้งว่ามีคนงานไทยที่หนีไปทำงานที่ประเทศเกาหลีเกือบสองแสนคน!! 

ซึ่งถือเป็นจำนวนตัวเลขที่สูงมาก เนื่องด้วยการเข้าประเทศเกาหลีนั้น คนไทยไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยื่นขอวีซ่าใดๆ เท่านั้น แค่คุณซื้อตั๋วเครื่องบินไปเกาหลีได้ คุณก็เข้าประเทศเกาหลีได้ นั่นคือสาเหตุของการเข้าประเทศเพื่อนบ้านเราได้อย่างง่ายดาย และทำไมคนไทยต้องหนีไปทำงานด้วยหล่ะ

ก็หันมามองเศรษฐกิจบ้านเราสิครับ สมัยก่อนเรียกว่าข้าวยากหมากแพง แต่สมัยนี้ดินหรือขยะยังแพงกว่าเลย นี่คืออีกจุดที่คนงานไทยจึงอยากไปหาเงินที่ต่างประเทศ และประเทศเกาหลีจึงเป็นเป้าหมายชั้นดีของคนไทย ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่คนเหล่านี้หนีไปทำนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานหมอนวด ส่วนผู้ชายก็คงเป็นแรงงานทั่วไปๆ

ด้วยอัตราเงินที่สูงกว่า จึงทำให้คนไทยนิยมไปที่ไหน ทำสักสามเดือนก็กลับมา แล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่ เพราะช่องว่างระหว่างไทยกับเกาหลีนั้น การพำนักของคนไทยในเกาหลีนั้น ทางเกาหลีใต้ อนุญาตให้ถึง เก้าสิบวันเลยทีเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยทำงานที่นั่นสามเดือน แล้วกลับไทย และค่อยไปใหม่

แต่เมื่อโรคโควิด ระบาดขึ้นมา ทางการเกาหลีเริ่มคุมเข้ม ทำให้คนเหล่านี้อยู่ลำบากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโรคระบาดรุนแรง จนถึงขนาดเกาหลีต้องประกาศเตือนอันตรายเป็นระดับ 3 นั้นคือระดับที่ทุกคนต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน จึงทำให้มีผลกระทบต่อแรงงานไทยที่หนีเข้าไปทำงานประเทศเค้า ไม่ได้รับการคุ้มครองหรือดูแลใด จากโรคระบาดครั้งนี้ นั้นจึงทำให้คนเริ่มกลับประเทศไทย แต่สิงที่เกิดขึ้นนั้น ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยง ที่เคยมาจากประเทศนี้จะต้องถูกกักตัวก่อนเข้าประเทศ 14 วัน 

และกลุ่มแรกที่กำลังจะเข้ามานั้นมีอยู่ประมาณ 60,000 คน ที่มาจากเกาหลี และอีกกี่คนไม่รู้ที่กลับเข้ามาก่อนหน้านั้น แต่ทางการไทยหรือรัฐบาล ไม่กักตัวคนเหล่านี้ไว้ หรือมาตราการจัดหาที่อยู่สำหรับกักตัวไว้ก่อนเพื่อเฝ้าดูอาการแต่กลับปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามาโดยง่าย และให้มาอยู่ปะปนกับประชากรอีก 60 ล้านคนในประเทศไทย จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ทำอย่างนี้ถูกแล้วเหรอ ซึ่งสิ่งที่เราและคนทั่วไปได้ยินคำตอบของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาลนั้น ตอบเพียงแค่ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีนโยบายกักตัวประชาชน จึงให้พวกเค้าเหล่านั้นไปกักตัวเองอยู่ 14 วัน

ประเทศไทยที่มีผู้นำและผู้บริหารแบบนี้ คนไทยจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้จริงหรือ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  dewabet

การบินไทยประกาศลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารแล้วเป็นเวลา 6 เดือน

จากที่ก่อนหน้านี้ทางพนักงานการบินไทยได้มีการพิมพ์ข้อความทางไลน์คุยกันเกี่ยวกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังมีผลกระทบกับประเทศไทยในขณะนี้และที่สำคัญสายกินบินยังมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ซึ่งทำให้ฝ่ายบริการต้องออกมาประกาศให้พนักงานการบินไทยทราบว่าหากพนักงานคนไหนอยากจะหยุดงานก็สามารถหยุดงานได้เลย โดยไม่ถือว่าเป็นการลา เพียงแต่เดือนที่หยุดก็จะไม่ได้เงิน และสายการบินยังประกาศยกเลิกเที่ยวบิน ไป-กลับ ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศฮ่องกง  ประเทศญี่ปุ่น ให้เหลือเที่ยวบินน้อยลง

ซึ่งทำให้พนักงานของสายการบินต่างก็กลัวกันว่าทางสายการบินกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจภายใน ที่มีเงินหมุนเวียนไม่พอใช้จ่ายให้กับบริษัท ซึ่งในครั้งนั้นทางผู้บริหารของการบินไทยได้ออกมาประกาศว่าเงินหมุนเวียนของบริษัทยังคงดีอยู่ และหากมีปัญหาจริงก็จะทำการลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารก่อน

ซี่งมาในวันนี้ ทางการบินไทยได้ออกมาประกาศแล้วว่า จะมีการลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารทุกคน  โดยจะทำการลดอยู่ที่ 6 เดือนดูก่อนเพื่อที่การบินไทยจะได้มีเงินมาหมุนเวียนในการใช้จ่ายและดูแลพนักงานของการบินไทยทุกคน ซึ่งจำนวนเงินที่ฝ่ายบริหารจะถูกหักออกนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 15-25 % โดยเงินที่ถูกหักดังกล่าวจะเป็นเงินสวัสดิการของพนักงานฝ่ายบริหาร โดยจะมีผลในการหักเงินในวันที่ 1 เดือนมีนาคม ปี 2020 นี้  

          เราจะเห็นได้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในตอนนี้ส่งผลกระทบกับการเงินของบริษัทหลายบริษัท หรืออาจจะเรียกได้ว่ากระทบกับทุกบริษัทและกระทบกับพนักงานทุกคน อย่างการบินไทยเองก็เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยบริษัทหนึ่งก็ยังต้องมาประสบกับปัญหาพิษเศรษฐกิจเลย ยิ่งมีเรื่องไวรัสโควิด-19 เข้ามาเพิ่มปัญหาในช่วงนี้ด้วย บริษัทก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่และเพื่อเป็นการประคองไม่ให้บริษัทต้องปิดตัวไปในช่วงนี้ทั้งฝ่ายบริหารและพนักงานต่างก็ต้องช่วยกันรักษาสถานะของบริษัทให้ถึงที่สุด และหากปัญหาการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ดีขึ้น

ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของไทยที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้อาจจะดีขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพราะตอนนี้ทางสายการบินไม่มีลูกค้าที่จะขึ้นเครื่องบินทำให้ไม่มีเงินมาเป็นเงินหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทซึ่งปัญหานี้เป็นกันทุกบริษัทไม่ใช่แค่การบินไทยเท่านั้น ซึ่งปัญหานี้รัฐบาลควรจะต้องรีบหานโยบายมาแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วกว่านี้เพราะหากปล่อยเอาไว้เศรษฐกิจไทยไปไม่รอดแน่แน่

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดมีการแจ้งเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

        จากที่เคยมีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่าทางรัฐบาลมีการอนุมัติเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิดเดือนละ 600 บาททุกเดือนตอนนี้ทางกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็มีการแจ้งเข้ามาว่าขอชะลอการจ่ายเงินเอาไว้ก่อน เพราะต้องรอการประกาศใช้งบประมาณประจำปี ทำให้ตอนนี้ยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับประชาชนได้ ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการจ่ายเงินให้กับประชาชนได้อีกทีตอนไหน ดังนั้นให้ประชาชนรอไปก่อนแล้วจะมีการประกาศวันเวลาที่จะจ่ายเงินให้ทราบอีกครั้ง

           สำหรับการเงินอุดหนุนให้กับพ่อแม่ที่มีลูกที่เกิดในตอนนี้นั้นเป็นนโยบายที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้ประชาชน มีลูกกันมากมากเพราะว่าตอนนี้วัยรุ่นและวัยทำงานส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปในการทำงาน  โดยไม่สนใจที่จะมีลูกกันเลย ทำให้ตอนนี้ประชากรไทยที่จะมีอายุในช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยชราเยอะ แต่ปริมาณเด็กแรกเกิดกลับค่อยค่อยลดจำนวนลง ดังนั้นทางรัฐบาลจึงต้องการเชิญชวนให้ประชาชนมีลูกกันมากขึ้นโดยมีโครงการจะจ่ายเงินให้กับคนที่มีลูกในช่วงนี้โดยจะจ่ายคนละ 600 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา6 ปี

เพื่อที่จะต้องการกระตุ้นให้คนอยากมีลูก แต่เมื่อโครงการได้มีการประกาศออกมาแล้วตอนนี้กลับพบว่าพิษของปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังมีผลกระทบกับประเทศไทยในขณะนี้มีผลให้ไมมีเงินที่จะนำมาจ่ายให้กับเด็กแรกเกิดได้ตามที่เคยสัญญาเอาไว้ จึงต้องมีการประการของเลือนการจ่ายเงินออกไปก่อน ซึ่งทางกระทรวงจะมีการหาแหล่งเงิน เพื่อจะเอาเงินมามาให้กับเด็กแรกเกิดก่อนในช่วงนี้อยู่ 

     การที่รัฐบาลออกกฎหมายมาช่วยประชาชนเรื่องเงินนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรดูแหล่งเงินในกองคลังของตัวเองก่อนว่ามีเงินหรือไม่ เพราะปัจจุบันมีการนำเงินกองคลังมาแจกจ่ายประชาชน ตามโครงการของรัฐที่มีการจัดตั้งขึ้นบ่อยบ่อย และไม่ได้ดูเลยว่าเงินร่อยเหรอไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

การที่รัฐนำเงินออกมาแจกจ่ายกับประชาชนนั้น บางครั้งเราก็คิดว่ามันไม่แฟร์เพราะเราต้องเสียเงินค่าภาษีเยอะแล้วแทนที่รัฐจะนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาประเทศไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศแต่กลับนำเงินไปใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่สมควรที่จะทำเพียงเพื่อต้องการให้รัฐบาลรุ่นของตัวเองได้หน้าตาว่ามีเงินออกมาแจกประชาชน แต่เงินเหล่านั้นนอกจากจะมีการขูดมาจากภาษีแล้ว ยังเป็นเงินที่เอามาจากการยึดทรัพย์สินของคนอื่นแล้วเอามาใช้จ่าย รวมถึงมีการไปกู้เงินจากต่างประเทศมาแล้วนำมาแจกประชาชน เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิดจริงๆจึงทำให้เศรษฐกิจไทยต้องย่ำแย่อยู่อย่างนี้

ชีวิตถึงทางตัน…รมควันฆ่าตัวตาย

 ข่าวนี้จากเพจคมชัดลึกออนไลน์ ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ตามเนื้อข่าวระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 7 โมงเช้า สถานีตำรวจนิมิตรใหม่ ได้รับแจ้งว่าให้รีบเข้าไปตรวจสอบ บริเวณลานจอดรถวัดสุขใจ เนื่องจากพบมีผู้หญิงรมควันตัวเองนอนเสียชีวิตอยู่ภายในรถ

       ตำรวจได้รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ ณ. วัดสุขใจ ถนนนิมิตใหม่ แขวงคลองสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ พบรถยนต์ดังกล่าว เป็นรถเก๋ง โตโยต้าวีออส สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ศอ 8642 กทม จอดติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ที่บริเวณลานจอดรถของวัด เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูรถยนต์เข้าไป ก็เจอศพผู้หญิงแลดูมีอายุ สวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีฟ้า กางเกงขายาวสีดำ นั่งเสียชีวิตอยู่ที่เบาะนั่งฝั่งคนขับ

ส่วนตรงพื้นล่างของรถฝั่งข้างคนขับมีเตาถ่านวางอยู่ ดูจากร่อยรอยแล้วคาดเตาถ่านถูกจุดเผาไหม้ภายในรถ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเบื้องต้น แจ้งว่า ผู้ตายรมควันตัวเอง และเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง  ภายหลังทราบว่าผู้ตายชื่อนางธารารัตน์ เพ็ชรกลับ อายุ 50 ปี เป็นพนักงานการประปานครหลวง สาขามีนบุรี

        จากการสอบสวนคนที่โทรมาแจ้งกับตำรวจ ได้ให้การว่าตอนเช้าตนและผู้ปกครองคนอื่นได้ขับรถมาส่งลูกส่งหลาน ที่โรงเรียนวัดสุขใจ พวกตนได้สังเกตเห็นว่ารถเก๋งจอดติดเครื่องและมีฝ้าขึ้นเต็มกระจกทุกบาน ตนจึงได้ชวนกันมาดูที่รถเห็นผิดสังเกตจึงใช้มือลูบไปที่กระจกรถและมองเข้าไปเห็นว่าผู้ตายนั่งเสียชีวิตอยู่แล้ว จึงได้รีบโทรแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ให้เข้าตรวจสอบ ส่วนชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณติดกับวัด ก็ได้บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าได้เห็นรถของผู้ตายเข้ามาจอดตั้งแต่เมื่อตอนบ่ายสองของวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา แล้ว  จนกระทั่งเช้าก็ยังเห็นว่าผู้ตายจอดอยู่ที่เดิม 

      เจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อไปยังญาติของผู้ตาย ทำให้ทราบว่าผู้ตายเป็นหม้ายเนื่องจากได้เลิกกับสามีแล้ว และมีลูก 1 คน มีโรคประจำตัวคือเป็นโรคความดันโลหิต และก่อนหน้านี้สองสามวันที่แล้วผู้ตายบ่นน้อยใจอยากฆ่าตัวตาย  สาเหตุก็มาจากผู้ตายได้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับคนรู้จักที่นับถือกัน ซึ่งเป็นจำนวนเงินกู้ทั้งหมด 300,000 บาท

และเมื่อไม่นานมานี้ผู้กู้ดันมาเสียชีวิตลง ทำให้ผู้ตายต้องมารับผิดชอบกับหนี้ทั้งหมด ผู้ตายเกิดอาการเครียดอย่างมากซึ่งทางญาติพี่น้องรวมทั้งลูกของผู้ตายคอยปลอบใจกันมาตลอด  ทั้งยังคอยให้กำลังใจว่าให้ผู้ตายอย่าคิดมากและหาทางสู้หาเงินเพื่อใช้หนี้ก้อนนั้น แต่สุดท้ายก็ยังหนีมาฆ่าตัวตายด้วยการรมควันตัวเองในรถ จบชีวิตไปอย่างอนาถ