ผลกระทบของเศรษฐกิจ

เมื่อเศรษฐกิจแย่โจรขโมยก็ชุม

  ตั้งแต่ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ทำให้ตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างประเทศไม่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยเพราะกลัวการติดเชื้อและในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวของประเทศไทยเองประชาชนคนไทยก็ไม่ได้เดินทางออกไปเที่ยวที่ไหนเพราะกลัวการติดเชื้อเช่นเดียวกัน

ดังนั้นจึงส่งผลให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยมีผลกระทบเป็นอย่างมากร้านค้าต่างๆให้ลูกค้าไปซื้อกินสนามบินล้างเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวบินเข้าบินออกประเทศเลยรวมถึงโรงแรมร้านขายของก็ต่างพากันทยอยปิดกิจการกำลังไปมาก นั่นก็เพราะว่าเมื่อไม่มีลูกค้าร้านค้าก็อยู่ไม่ได้และเมื่อร้านค้าอยู่ไม่ได้ประชาชนที่เป็นพนักงานก็ตกงานซึ่งจำนวนพนักงานที่ตกงานเพราะร้านค้าปิดกิจการนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19  มีความเพิ่มขึ้นเรื่อยๆบริษัทใหญ่ๆถ่างปิดกิจการลงสายการบินต้องขอลดจำนวนพนักงานรวมถึงบริษัทรายย่อยต่างๆก็ต้องลดจำนวนพนักงานลง

หรือบางที่ก็แจ้งปิดกิจการเพราะว่าไม่สามารถที่จะทนพิษเศรษฐกิจได้ไหว แล้วเมื่อคนตกงานเยอะไม่มีงานทำก็ยังไม่มีเงินใช้จึงเป็นที่มาว่าในปัจจุบันนี้ประเทศไทยเริ่มมีขโมยและโจรเยอะมากขึ้น จะเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่ตอนนี้เรามักจะเห็นเช่นมีคนเดินเข้าไปในร้านทองแล้วบุกปล้นชิงร้านทองได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก

ซึ่งข่าวการปล้นร้านทองมีมากใน 1 เดือนอาจจะมีการปล้นร้านทองมากกว่า 3 ที่เลยด้วยซ้ำไปแล้วยังมีการเข้าไปปล้นธนาคารรวมถึงการวิ่งราวกระชากสร้อยซึ่งทำให้เราเห็นได้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลแค่เฉพาะร้านค้าอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังส่งผลถึงประชาชนทุกคนหลายคนตัดสินใจที่จะมาเป็นโจรขโมยเพราะว่าไม่มีเงินเอาไว้ใช้จ่ายให้กับคนในครอบครัวอย่างล่าสุดก็มีข่าวโจรขึ้นบ้านรายได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมากซึ่งตามรายงานข่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในบ้านเพราะรู้การเคลื่อนไหวและรูปที่ซ่อนของทรัพย์สินเป็นอย่างดี

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าตอนนี้ทั่วทุกจังหวัดทั้งประเทศไทยมีแต่ปัญหาโจรขโมยชุกชุมถ้าหากรัฐบาลยังไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นประชาชนคงจะอยู่ไม่ได้ไม่สามารถออกเดินตามท้องถนนได้เพราะกลัวทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 กลัวทั้งปัญหาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วยังต้องมากลัวปัญหาคนมากระชากกระเป๋ากระชากสร้อยรวมถึงกลัวโจรจะขึ้นบ้านดังนั้นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ที่รัฐบาลควรจะแก้ไขก็คือปัญหาเศรษฐกิจเพื่อจะได้แก้เรื่องปากท้องของประชาชน เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นจำนวนโจรก็จะลดลง

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  entaplay

ผีน้อยเข้าประเทศไทย

คำว่าผีน้อย เป็นคำที่ใช้แทน คนงานไทยที่หนีไปทำงานที่ประเทศเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งหากดูจากสถิติจากแหล่งอ้างอิงนั้นผลสำรวจแจ้งว่ามีคนงานไทยที่หนีไปทำงานที่ประเทศเกาหลีเกือบสองแสนคน!! 

ซึ่งถือเป็นจำนวนตัวเลขที่สูงมาก เนื่องด้วยการเข้าประเทศเกาหลีนั้น คนไทยไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยื่นขอวีซ่าใดๆ เท่านั้น แค่คุณซื้อตั๋วเครื่องบินไปเกาหลีได้ คุณก็เข้าประเทศเกาหลีได้ นั่นคือสาเหตุของการเข้าประเทศเพื่อนบ้านเราได้อย่างง่ายดาย และทำไมคนไทยต้องหนีไปทำงานด้วยหล่ะ

ก็หันมามองเศรษฐกิจบ้านเราสิครับ สมัยก่อนเรียกว่าข้าวยากหมากแพง แต่สมัยนี้ดินหรือขยะยังแพงกว่าเลย นี่คืออีกจุดที่คนงานไทยจึงอยากไปหาเงินที่ต่างประเทศ และประเทศเกาหลีจึงเป็นเป้าหมายชั้นดีของคนไทย ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่คนเหล่านี้หนีไปทำนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานหมอนวด ส่วนผู้ชายก็คงเป็นแรงงานทั่วไปๆ

ด้วยอัตราเงินที่สูงกว่า จึงทำให้คนไทยนิยมไปที่ไหน ทำสักสามเดือนก็กลับมา แล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่ เพราะช่องว่างระหว่างไทยกับเกาหลีนั้น การพำนักของคนไทยในเกาหลีนั้น ทางเกาหลีใต้ อนุญาตให้ถึง เก้าสิบวันเลยทีเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยทำงานที่นั่นสามเดือน แล้วกลับไทย และค่อยไปใหม่

แต่เมื่อโรคโควิด ระบาดขึ้นมา ทางการเกาหลีเริ่มคุมเข้ม ทำให้คนเหล่านี้อยู่ลำบากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโรคระบาดรุนแรง จนถึงขนาดเกาหลีต้องประกาศเตือนอันตรายเป็นระดับ 3 นั้นคือระดับที่ทุกคนต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน จึงทำให้มีผลกระทบต่อแรงงานไทยที่หนีเข้าไปทำงานประเทศเค้า ไม่ได้รับการคุ้มครองหรือดูแลใด จากโรคระบาดครั้งนี้ นั้นจึงทำให้คนเริ่มกลับประเทศไทย แต่สิงที่เกิดขึ้นนั้น ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยง ที่เคยมาจากประเทศนี้จะต้องถูกกักตัวก่อนเข้าประเทศ 14 วัน 

และกลุ่มแรกที่กำลังจะเข้ามานั้นมีอยู่ประมาณ 60,000 คน ที่มาจากเกาหลี และอีกกี่คนไม่รู้ที่กลับเข้ามาก่อนหน้านั้น แต่ทางการไทยหรือรัฐบาล ไม่กักตัวคนเหล่านี้ไว้ หรือมาตราการจัดหาที่อยู่สำหรับกักตัวไว้ก่อนเพื่อเฝ้าดูอาการแต่กลับปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามาโดยง่าย และให้มาอยู่ปะปนกับประชากรอีก 60 ล้านคนในประเทศไทย จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ทำอย่างนี้ถูกแล้วเหรอ ซึ่งสิ่งที่เราและคนทั่วไปได้ยินคำตอบของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาลนั้น ตอบเพียงแค่ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีนโยบายกักตัวประชาชน จึงให้พวกเค้าเหล่านั้นไปกักตัวเองอยู่ 14 วัน

ประเทศไทยที่มีผู้นำและผู้บริหารแบบนี้ คนไทยจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้จริงหรือ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  dewabet

การบินไทยประกาศลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารแล้วเป็นเวลา 6 เดือน

จากที่ก่อนหน้านี้ทางพนักงานการบินไทยได้มีการพิมพ์ข้อความทางไลน์คุยกันเกี่ยวกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังมีผลกระทบกับประเทศไทยในขณะนี้และที่สำคัญสายกินบินยังมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ซึ่งทำให้ฝ่ายบริการต้องออกมาประกาศให้พนักงานการบินไทยทราบว่าหากพนักงานคนไหนอยากจะหยุดงานก็สามารถหยุดงานได้เลย โดยไม่ถือว่าเป็นการลา เพียงแต่เดือนที่หยุดก็จะไม่ได้เงิน และสายการบินยังประกาศยกเลิกเที่ยวบิน ไป-กลับ ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศฮ่องกง  ประเทศญี่ปุ่น ให้เหลือเที่ยวบินน้อยลง

ซึ่งทำให้พนักงานของสายการบินต่างก็กลัวกันว่าทางสายการบินกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจภายใน ที่มีเงินหมุนเวียนไม่พอใช้จ่ายให้กับบริษัท ซึ่งในครั้งนั้นทางผู้บริหารของการบินไทยได้ออกมาประกาศว่าเงินหมุนเวียนของบริษัทยังคงดีอยู่ และหากมีปัญหาจริงก็จะทำการลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารก่อน

ซี่งมาในวันนี้ ทางการบินไทยได้ออกมาประกาศแล้วว่า จะมีการลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารทุกคน  โดยจะทำการลดอยู่ที่ 6 เดือนดูก่อนเพื่อที่การบินไทยจะได้มีเงินมาหมุนเวียนในการใช้จ่ายและดูแลพนักงานของการบินไทยทุกคน ซึ่งจำนวนเงินที่ฝ่ายบริหารจะถูกหักออกนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 15-25 % โดยเงินที่ถูกหักดังกล่าวจะเป็นเงินสวัสดิการของพนักงานฝ่ายบริหาร โดยจะมีผลในการหักเงินในวันที่ 1 เดือนมีนาคม ปี 2020 นี้  

          เราจะเห็นได้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในตอนนี้ส่งผลกระทบกับการเงินของบริษัทหลายบริษัท หรืออาจจะเรียกได้ว่ากระทบกับทุกบริษัทและกระทบกับพนักงานทุกคน อย่างการบินไทยเองก็เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยบริษัทหนึ่งก็ยังต้องมาประสบกับปัญหาพิษเศรษฐกิจเลย ยิ่งมีเรื่องไวรัสโควิด-19 เข้ามาเพิ่มปัญหาในช่วงนี้ด้วย บริษัทก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่และเพื่อเป็นการประคองไม่ให้บริษัทต้องปิดตัวไปในช่วงนี้ทั้งฝ่ายบริหารและพนักงานต่างก็ต้องช่วยกันรักษาสถานะของบริษัทให้ถึงที่สุด และหากปัญหาการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ดีขึ้น

ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของไทยที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้อาจจะดีขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพราะตอนนี้ทางสายการบินไม่มีลูกค้าที่จะขึ้นเครื่องบินทำให้ไม่มีเงินมาเป็นเงินหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทซึ่งปัญหานี้เป็นกันทุกบริษัทไม่ใช่แค่การบินไทยเท่านั้น ซึ่งปัญหานี้รัฐบาลควรจะต้องรีบหานโยบายมาแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วกว่านี้เพราะหากปล่อยเอาไว้เศรษฐกิจไทยไปไม่รอดแน่แน่

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดมีการแจ้งเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

        จากที่เคยมีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่าทางรัฐบาลมีการอนุมัติเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิดเดือนละ 600 บาททุกเดือนตอนนี้ทางกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็มีการแจ้งเข้ามาว่าขอชะลอการจ่ายเงินเอาไว้ก่อน เพราะต้องรอการประกาศใช้งบประมาณประจำปี ทำให้ตอนนี้ยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับประชาชนได้ ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการจ่ายเงินให้กับประชาชนได้อีกทีตอนไหน ดังนั้นให้ประชาชนรอไปก่อนแล้วจะมีการประกาศวันเวลาที่จะจ่ายเงินให้ทราบอีกครั้ง

           สำหรับการเงินอุดหนุนให้กับพ่อแม่ที่มีลูกที่เกิดในตอนนี้นั้นเป็นนโยบายที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้ประชาชน มีลูกกันมากมากเพราะว่าตอนนี้วัยรุ่นและวัยทำงานส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปในการทำงาน  โดยไม่สนใจที่จะมีลูกกันเลย ทำให้ตอนนี้ประชากรไทยที่จะมีอายุในช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยชราเยอะ แต่ปริมาณเด็กแรกเกิดกลับค่อยค่อยลดจำนวนลง ดังนั้นทางรัฐบาลจึงต้องการเชิญชวนให้ประชาชนมีลูกกันมากขึ้นโดยมีโครงการจะจ่ายเงินให้กับคนที่มีลูกในช่วงนี้โดยจะจ่ายคนละ 600 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา6 ปี

เพื่อที่จะต้องการกระตุ้นให้คนอยากมีลูก แต่เมื่อโครงการได้มีการประกาศออกมาแล้วตอนนี้กลับพบว่าพิษของปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังมีผลกระทบกับประเทศไทยในขณะนี้มีผลให้ไมมีเงินที่จะนำมาจ่ายให้กับเด็กแรกเกิดได้ตามที่เคยสัญญาเอาไว้ จึงต้องมีการประการของเลือนการจ่ายเงินออกไปก่อน ซึ่งทางกระทรวงจะมีการหาแหล่งเงิน เพื่อจะเอาเงินมามาให้กับเด็กแรกเกิดก่อนในช่วงนี้อยู่ 

     การที่รัฐบาลออกกฎหมายมาช่วยประชาชนเรื่องเงินนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรดูแหล่งเงินในกองคลังของตัวเองก่อนว่ามีเงินหรือไม่ เพราะปัจจุบันมีการนำเงินกองคลังมาแจกจ่ายประชาชน ตามโครงการของรัฐที่มีการจัดตั้งขึ้นบ่อยบ่อย และไม่ได้ดูเลยว่าเงินร่อยเหรอไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

การที่รัฐนำเงินออกมาแจกจ่ายกับประชาชนนั้น บางครั้งเราก็คิดว่ามันไม่แฟร์เพราะเราต้องเสียเงินค่าภาษีเยอะแล้วแทนที่รัฐจะนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาประเทศไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศแต่กลับนำเงินไปใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่สมควรที่จะทำเพียงเพื่อต้องการให้รัฐบาลรุ่นของตัวเองได้หน้าตาว่ามีเงินออกมาแจกประชาชน แต่เงินเหล่านั้นนอกจากจะมีการขูดมาจากภาษีแล้ว ยังเป็นเงินที่เอามาจากการยึดทรัพย์สินของคนอื่นแล้วเอามาใช้จ่าย รวมถึงมีการไปกู้เงินจากต่างประเทศมาแล้วนำมาแจกประชาชน เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิดจริงๆจึงทำให้เศรษฐกิจไทยต้องย่ำแย่อยู่อย่างนี้

ชีวิตถึงทางตัน…รมควันฆ่าตัวตาย

 ข่าวนี้จากเพจคมชัดลึกออนไลน์ ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ตามเนื้อข่าวระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 7 โมงเช้า สถานีตำรวจนิมิตรใหม่ ได้รับแจ้งว่าให้รีบเข้าไปตรวจสอบ บริเวณลานจอดรถวัดสุขใจ เนื่องจากพบมีผู้หญิงรมควันตัวเองนอนเสียชีวิตอยู่ภายในรถ

       ตำรวจได้รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ ณ. วัดสุขใจ ถนนนิมิตใหม่ แขวงคลองสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ พบรถยนต์ดังกล่าว เป็นรถเก๋ง โตโยต้าวีออส สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ศอ 8642 กทม จอดติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ที่บริเวณลานจอดรถของวัด เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูรถยนต์เข้าไป ก็เจอศพผู้หญิงแลดูมีอายุ สวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีฟ้า กางเกงขายาวสีดำ นั่งเสียชีวิตอยู่ที่เบาะนั่งฝั่งคนขับ

ส่วนตรงพื้นล่างของรถฝั่งข้างคนขับมีเตาถ่านวางอยู่ ดูจากร่อยรอยแล้วคาดเตาถ่านถูกจุดเผาไหม้ภายในรถ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเบื้องต้น แจ้งว่า ผู้ตายรมควันตัวเอง และเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง  ภายหลังทราบว่าผู้ตายชื่อนางธารารัตน์ เพ็ชรกลับ อายุ 50 ปี เป็นพนักงานการประปานครหลวง สาขามีนบุรี

        จากการสอบสวนคนที่โทรมาแจ้งกับตำรวจ ได้ให้การว่าตอนเช้าตนและผู้ปกครองคนอื่นได้ขับรถมาส่งลูกส่งหลาน ที่โรงเรียนวัดสุขใจ พวกตนได้สังเกตเห็นว่ารถเก๋งจอดติดเครื่องและมีฝ้าขึ้นเต็มกระจกทุกบาน ตนจึงได้ชวนกันมาดูที่รถเห็นผิดสังเกตจึงใช้มือลูบไปที่กระจกรถและมองเข้าไปเห็นว่าผู้ตายนั่งเสียชีวิตอยู่แล้ว จึงได้รีบโทรแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ให้เข้าตรวจสอบ ส่วนชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณติดกับวัด ก็ได้บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าได้เห็นรถของผู้ตายเข้ามาจอดตั้งแต่เมื่อตอนบ่ายสองของวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา แล้ว  จนกระทั่งเช้าก็ยังเห็นว่าผู้ตายจอดอยู่ที่เดิม 

      เจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อไปยังญาติของผู้ตาย ทำให้ทราบว่าผู้ตายเป็นหม้ายเนื่องจากได้เลิกกับสามีแล้ว และมีลูก 1 คน มีโรคประจำตัวคือเป็นโรคความดันโลหิต และก่อนหน้านี้สองสามวันที่แล้วผู้ตายบ่นน้อยใจอยากฆ่าตัวตาย  สาเหตุก็มาจากผู้ตายได้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับคนรู้จักที่นับถือกัน ซึ่งเป็นจำนวนเงินกู้ทั้งหมด 300,000 บาท

และเมื่อไม่นานมานี้ผู้กู้ดันมาเสียชีวิตลง ทำให้ผู้ตายต้องมารับผิดชอบกับหนี้ทั้งหมด ผู้ตายเกิดอาการเครียดอย่างมากซึ่งทางญาติพี่น้องรวมทั้งลูกของผู้ตายคอยปลอบใจกันมาตลอด  ทั้งยังคอยให้กำลังใจว่าให้ผู้ตายอย่าคิดมากและหาทางสู้หาเงินเพื่อใช้หนี้ก้อนนั้น แต่สุดท้ายก็ยังหนีมาฆ่าตัวตายด้วยการรมควันตัวเองในรถ จบชีวิตไปอย่างอนาถ