ผลกระทบของเศรษฐกิจ

หน้าหุ้นตกอย่างรุนแรงและสภาวะดอกเบี้ยต่ำ

วันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องอันดับที่มีหุ้นสูงที่น่าเก็บในช่วงที่หน้าหุ้นตกอย่างรุนแรงและสภาวะดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้

สำหรับในช่วงนี้มันได้เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นของเราได้มีดัชนีตกต่ำลงมากที่สุดถ้าใครที่ได้เป็นนักลงทุนแล้วก็จะรู้ในทันทีเลยว่าราคาของหุ้นมันก็จะถูกลงมาอีกด้วยอีกทั้งยังได้มีหุ้นที่อยู่ในระดับสูงๆและตกลงมาอยู่ต่ำเลยก็ยังมีและบวกกับในช่วงนี้ที่ได้เป็นช่วงที่ดอกเบี้ยมีค่อนข้างที่จะต่ำดังนั้นการที่จะลงทุนในหุ้นนั้นจะทำให้ได้

ผลประโยชน์มากกว่าการนำเอาไปฝากธนาคารอยู่แล้วแต่คุณก็ควรที่จะเลือกซื้อหุ้นให้ดีถึงแม้ว่าหุ้นนั้นมันจะมีราคาถูกอย่างมากแต่ถ้าเราได้ทำการซื้อไปแล้วในหุ้นที่เรานั้นคิดจะซื้อนั้นมันก็จะลงไปได้อีกเนื่องจากว่าเศรษฐกิจบ้านเมืองของเรานั้นมันได้มีปัญหาจริงๆจากปัญหาหลายๆด้านที่มันได้ส่งผลกระทบมาหลายๆหุ้น

ดังนั้นเราควรจะเลือกซื้อหุ้นอย่างไรดีเมื่อเรานั้นได้ถือหุ้นไปแล้วถึงแม้ว่าราคามันจะตกแต่มันก็ยังได้รับผลประโยชน์อยู่ และหุ้นที่เรานั้นจะมาพูดคุยกันในวันนี้ก็คือหุ้นอันดับที่ได้ให้เงินปันผลสูงที่สุด ในอันตราเงินฝากของดอกเบี้ยประจำและในอันตราของผลตอบแทนจากการลงทุนธนบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับที่ต่ำ

เมื่อเราได้เทียบกับระดับของสินค้าที่ได้เพิ่มมากขึ้นผู้ที่มีเงินออมอาจจะต้องมีการพิจารณาในทางเลือกของการออมและในการลงทุนให้มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งในอันตราดอกเบี้ยในเงินฝาก12เดือนของสถานบันการเงินของประเทศได้มีระดับที่ต่ำมากอยู่ที่ประมาณ0.25%-1.85% และในส่วนของการลงทุนในธนบัตรรัฐบาล5ปีอยู่ในระดับที่0.88%

ซึ่งจะถือได้ว่ามันตกมากเมื่อได้มีการนำเอาไปเทียบกับอันตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ประมาณ0.8% นอกจากนี้ในทางเลือกที่ดีกว่ามันก็คือการลงทุนในหุ้น ซึ่งสำหรับในการลงทุนในหุ้นปันผลก็ยังถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการออมเพื่อในการลงทุนนระยะยาวด้วยปัดจัยที่มีความสนับสนุนในหลายประการ และยังได้มีการเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นปันผลหลายอันดับที่เราได้นำเอามาเสนอนี้ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกจาก ตรท. หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ซึ่งบริษัทที่ได้ผ่านการคัดเลือกที่อยู่ในสิบอันดับนั้นมันจะต้องเป็นบริเวณที่ได้ทำการจดทะเบียนสิทธิและได้มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวกจากเงินปันผลต่อเนื่อง5ปีและยังได้มีคะแนนบันสัด พิบานในครั้งล่าสุดที่มีอยู่ในระดับต้นๆมีระดับตั้งแต่ดีขึ้นไป

พนักงานตกงานอีกกว่า 100 คน

พนักงานตกงานอีกกว่า 100 คนจากการเลิกจ้างของบริษัทมิตซูบิชิอิเล็กทริค

       ทางสำนักงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้รับแจ้งจากประชาชนเมื่อวันที่ 16 เมษายนปีพศ. 2563 ที่ผ่านมาว่าทางบริษัทมิตซูบิชิอิเล็คทริคได้มีการยกเลิกการจ้างพนักงานเป็นจำนวนมากถึง 1 พันกว่าคนโดยทางบริษัทได้ให้เหตุผลของการเลิกจ้างงานในครั้งนี้ว่าช่วงนี้มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าดังนั้นสินค้าจึงขายไม่ค่อยได้ยอดการผลิตจึงลดลงและที่สำคัญช่วงนี้ไม่มีคนซื้อสินค้าเลย

ทำให้ทางบริษัทต้องพิจารณาเลิกจ้างพนักงานบางส่วนซึ่งจากเดิมทางบริษัทมิตซูบิชิอิเล็คทริคจะมีลูกจ้างที่เป็นลูกจ้างของตนเองอยู่ที่ 2,500 คนและยังได้มีการจ้างบริษัทแต่งขึ้นมาเป็นพนักงานจ้างชั่วคราวอีก 2,600 คนแถมยังมีพวกนักศึกษาฝึกงานเข้าไปฝึกงานตามสาขาต่างๆอีกประมาณ 900 คนซึ่งก่อนหน้านี้ทางบริษัทมิตซูบิชิอิเล็คทริคก็ได้มีการติดต่อสถานศึกษาของนักศึกษาฝึกงานทุกมหาวิทยาลัยให้รับตัวนักศึกษาฝึกงานกลับไปก่อน

เพราะเนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีงานลดน้อยลงซึ่งในขณะนี้จำนวนลูกจ้างของบริษัท Mitsubishi Electric ลดลงเกินกว่าครึ่งแล้วแต่ว่าการเลิกจ้างนั้นทางบริษัทก็ยังคงทำตามกฎหมายเหมือนเดิมนั่นคือก็จะมีการจ่ายเงินเดือนชดเชยให้และมีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าซึ่งลูกจ้างต่างก็กำลังประสบปัญหากับการถูกเลิกจ้างจึงได้มีการติดต่อไปที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ทราบปัญหานี้

เนื่องจากหลายคนเป็นลูกจ้างที่มีรายได้ไม่ได้สูงมากนักดังนั้นเมื่อถูกเลิกจ้างจึงไม่มีเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าห้องค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆค่าน้ำค่าไฟค่ากินหรือแม้แต่ค่าเดินทางก็ตามแต่แต่สาเหตุที่ทำให้ลูกจ้างต้องไปร้องเรียนที่สำนักงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนั้นก็เพราะว่ามีบางจังหวัดที่ไม่มีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าว่าจะมีการเลิกจ้าง

ซึ่งมีพนักงาน บางคนเล่าให้เขาฟังว่ากันเองเตรียมตัวไปทำงานแต่เช้าตามปกติแต่เมื่อไปถึงที่ทำงานพบว่าโรงงานจะปิดและไม่ยอมเปิดให้พนักงานเข้าไปซึ่งไม่ได้มีการบอกล่วงหน้าใดๆหรือไม่มีสัญญาณใดๆ

เลยว่าจะมีการให้หยุดการทำงาน โดย พนักงานก็มาทำงานเจอกันทุกคนแต่หลังจากที่รู้เรื่องกันว่าโรงงานต้องปิดกิจการลงและเลิกจ้างนั้นจึงได้มีการถ่ายภาพและมีการนำไปแชร์ในโลกออนไลน์เพื่อให้สังคมได้รับรู้เกี่ยวกับการที่ตนเองถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมแต่อย่างไรก็ดีหลายคนก็ต้องขนขวายหางานทำใหม่

เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีช่องทางทำมาหากินไม่มีเงินไว้ใช้จ่ายซึ่งผลกระทบในครั้งนี้ที่ทุกคนกำลังได้รับอยู่ก็เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่เพราะมาจากไวรัสโคโรน่านั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า bk8

ประเทศที่คุณภาพแย่มาก

ในทุกๆปีบริษัทเมอร์เซอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะมีการเผยแพร่ซึ่งแสดงถึงเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดกว่า450เมืองกว่าทั่วโลกบริษัทเมอร์เซอร์ได้มีการคัดเลือกด้านเมืองนั้นๆเป็นเมืองที่แย่ในหลายๆด้านวันนี้เราจะพาคุณมาพบกับเมืองอันดับที่มีคุณภาพชีวิตเลวร้ายที่สุดในโลก

เมืองวากาดู ประเทศบูร์กินาฟาโซ

เมืองวากาดู เป็นเมืองหลวงของประเทศบูร์กินาฟาโซซึ่งเป็นเมืองที่ตกอยูในภายใต้ภัยคุกคามจากอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องหลังจากได้รับเอกราชเมื่อในปี2503ประเทศบูร์กินาฟาโซต้องประสบปัญหาในความขัดแย้งทางการเมืองและระบบการปกครองหลายรูปแบบ อันเป็นสาเหตุหลักที่หน่วงเหนี่ยวการพัฒนาประเทศประเทศบูร์กินาฟาโซได้เป็นประเทศที่ยากจนในลำดับต้นๆ

ตามการจัดลำดับของสหประชาชาติประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร เนื่องจากภัยแร้งความเสื่อมของดินที่กำลังแปลสภาพเป็นทะเลทรายการขาดแคลนน้ำไม่มีทางออกสู่ทะเล นอกจากนี้ยังเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นคงของมนุษย์ เช่น อันตราการไม่รู้หนังสือของประชาชนมีมากถึงร้อยละ70และประชากรมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่44ปีเท่านั้น เนื่องจากประสบปัญหากับโรคระบาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอดส์ และ มาลาเรีย นอกจากนี้รัฐบาลเองจึงได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสังคมโดยจะเน้นไปในส่วนของด้านการศึกษาและการสาธารณะสุขขั้นพื้นฐาน

เมืองตริโปลี ประเทศลิเบีย

ตริโปลีได้เป็นเมืองหลวงของประเทศลิเบียเมื่อประชาชนนั้นต่างก็ได้ลุกขึ้นมาประทวงโค่นล้มระบอบในสการปกครองในลิเบียและขับไล่ ประธานาธิบดีมูอัมมาร์ กัดดาฟี ของประเทศลิเบียให้ลงจากตำแหน่งจนเกิดจลาจลไปทั่วในทุกๆในหลายๆเมืองจากประเทศที่ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีบานะทางเศรษฐกิจดีที่สุดประเทศหนึ่งในเอฟริกาเหนือแต่กลับกลายเป็นได้มาเป็นประเทศที่มีการก่อจลาจลกันอยู่บ่อยครั้งและยังเป็นที่ซ้องสุมของกลุ่มISและยังมีความไม่สงบสุขจากกลุ่มที่คอยช่วงชิงในการควบคลุมของแหล่งน้ำมันอีกด้วยเศรษฐกิจ

เมื่อก่อยของประเทศลิเบียนั้นก็ขึ้นอยู่กับภาพพลังงานก็ได้แก่ น้ำมัน และ ส่วนของก๊าซธรรมชาติ และจะเรียกได้ว่าประเทศลิเบียนั้นได้เป็นหนึ่งในสิบประเทศได้มีการที่ผลิตน้ำมันที่รวยมากที่สุดในโลกมีสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของบ้านเรือนอาทิเช่นพระราชวัง มัสยิด พิพิธภัณฑ์ และ อนุสาวรีย์ แต่หลังจากความไม่สงบทางการเมืองจึงได้ทำให้ประเทศลิเบียนั้นได้กลายเป็นประเทศที่คุณภาพชีวิตที่มีการแย่ลงไปอย่างเรื่อยๆและก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดึงเข้าสถานะการดั้งเดิมกลับคือมาได้อีกเมื่อไหร่ถ้ายังจะมีเหตุการเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  next88

โรงพยาบาลกลายเป็นแหล่งแพร่ระบาดโควิด19

จากสถานการณ์ภาวการณ์แพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิด19 ได้ลุกลามและแพร่กระจายไปทั่วโลก และไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ซึ่งในเวลานี้แต่ละประเทศกำลังหามาตรการรับมือของประเทศตัวเองอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และสังคมของประชาชน และสุขภาพของทุกคนในประเทศตัวเอง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพยาบาล รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐต่างๆ ระดมกำลังและสมอง ความสามารถในการที่จะรับมือและแก้ไขกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จากข่าวล่าสุดนั้น ผู้สื่อข่าวทั่วโลกได้ทำการรายงานข่าวออกมาว่า โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศโรมาเนีย กลายเป็นจุดแพร่ระบาดเชื้อไวรัสไข้โควิด19 นี้แล้ว ทั้งๆ ที่สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลนั้นควรจะเป็นที่ ที่ผู้ป่วยต่างเข้าไปพักรักษาไม่ว่าจะเจ็บป่วยในด้านไหน แต่ตอนนี้กลับไม่ใช่แล้ว กลับกลายเป็นสถานที่และเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดไข้ไวรัสตัวนี้ของประเทศ 

โรงพยาลบาลแห่งนี้ตั้งอยู่ตอนเหนือของประเทศโรมาเนีย ได้กลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคไข้ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ โควิด19 ของประเทศ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลถูกตรวจพบติดเชื้อที่ แปดสิบสามคน จากการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุข โดยเจ้าหน้าระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศโรมาเนีย

ได้เร่งเดินทางเข้าตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลแห่งหนึ่งอย่างฉุกเฉิน ในเมืองซูซาวา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และได้มีการสั่งปลดผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยโทษในเรื่องของการบริหารการจัดการได้อย่างย่ำแย่ จนทำให้มีเจ้าหน้าที่ และบุคคลากรที่สำคัญในการรับมือของการป้องกันการแพร่ระบาดไข้ไวรัสตัวนี้

ต้องติดเชื้อตัวนี้ถึงแปดสิบสามคน ซึ่งปัจจุบันนั้นประเทศโรมาเนีย มีอัตราจำนวนการเสียชีวิตของไข้ระบาดตัวนี้อยู่ที่ สิบสี่คน  ซึ่งในจำนวนที่เสียชีวิตนี้ มีจำนวนถึงหกคนที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลแห่งนี้ และขณะที่ในบรรดาจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มที่นี่จำนวน แปดสิบสามคนนั้น ที่มีผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ออกมาเป็นผลบวกนั้น แบ่งจำนวนนี้ออกเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน สามสิบสี่คน และพยาบาลอีกจำนวน 

สี่สิบเก้าคน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเสียหายของประเทศเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านี้คือกำลังสำคัญในการป้องกันและรับมือกับปัญหานี้ และหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ทำให้โรงพยาบาลที่นี่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการกักกันโรค ขณะที่โรงพยาบาลต้องปิดเป็นเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงเพื่อทำการฆ่าเชื้อ และคนไข้เกือบราวๆ หนึ่งร้อยคนของโรงพยาบาลแห่งนี้

ต้องถูกสั่งย้ายไปยังสถานโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ ในภูมิภาค ที่ใกล้เคียงที่สุดของประเทศโรมาเนีย ซึ่งทำให้เกิดความโกลาหลกันพอสมควร เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยค่อนข้างสูงและต้องมีการกระจายกันไปหลายแห่ง

ไม่มีอะไรใหญ่คับฟ้า

โรคภัยไข้เจ็บไม่เคยเลือกใคร และไม่สนใจว่าใครจะรวยหรือใครจะจน ไม่สนใจว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และไม่สนใจว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่สนใจว่าจะเป็นคนประเทศอะไร เมื่อมันเข้าจู่โจมที่ร่างกาย มันไม่ไว้หน้าใคร 

จากสถานการณ์ไข้ไวรัสโควิด19 ได้ระบาดแพร่กระจายไป จากจุดเริ่มต้นแค่หนึ่งประเทศในแถบเอเชีย ลุกลามไปยังทวีปอื่นๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และยังไม่พัฒนา กระจายไข้ระบาดกับคนไปทุกกลุ่ม แม้แต่นักกีฬาที่เล่นกีฬาวิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือแม้แต่ผู้นำประเทศ และมียศเป็นถึงเจ้าชาย ซึ่งล่าสุดเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มงกุฎราชกุมาร และพระบิดาของ

เจ้าชายวิลเลี่ยม ทรงประชวรด้วยโรคนี้แล้วเช่นกัน จึงทำให้มีรายงานว่า เจ้าชายวิลเลียม และเคต ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ทรงพาเจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ ได้เสด็จไปประทับที่คฤหาสน์แอนเมอร์ ฮออลล์ มณฑลนอร์ฟอล์ก ในช่วงที่ระหว่างอังกฤษได้ทำการล็อกดาวน์ควบคุมการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิด19 นี้

ที่กำลังระบาดไปทั่วอังกฤษ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ ที่ตำหนักแอนเมอร์ ฮอลล์ ตั้งอยู่ในเขตพระตำหนักซานดริงแฮมของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบ็ธที่2 ประมุแห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายวิลเลียม และดัชเชสเคต ทรงเยือนหมู่บ้านแห่งนี้อยู่บ่าย ซึ่งอาคารดังกล่าวนั้น ทางควีนได้ยกให้เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์ได้เสกสมรสกันตั้งแต่ปี 2556

และสองพระองค์ก็ทรงได้เคยประทับที่นี่ ก่อนที่เจ้าชายวิลเลียมทรงออกจากการเป็นนักบินของกองทัพอากาศ แล้วจึงทรงพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่กรุงลอนดอน ซึ่งปัจจุบัน เจ้าชายจอร์จ พระชันษาแล้ว หกปี และเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ พระชันษา ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็ต้องทำการหยุดเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ

โดยได้ให้มีครูมาสอนวิชาต่างที่พระตำหนัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์มากมาย หรือใหญ่โตสักแค่ไหน โรคร้ายไม่สนใจที่จะเลือกคน หากไม่ป้องกันตัว หรือดูแลตัวเองให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัยนั้น ทุกคนสามารถที่จะติดไข้ไวรัสโควิด19 นี้ได้ทุกคน ซึ่งปัจจุบันโรคไข้ระบาดนี้ยังคงไม่หยุดแพร่ระบาด และยังคงเดินหน้าสร้างความเดือดร้อนให้กับคนบนโลกใบนี้

ฆ่าชีวิตผู้คนอย่างมากมาย ไม่สนใจว่าจะเป็นคนประเทศใด ซึ่งก็ยังไม่มีใครบนโลกใบนี้ตอบได้ว่าเมื่อไหร่ที่จะไข้ไวรัสชนิดนี้จะหยุดระบาดสักที เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ทำให้คนเจ็บป่วยแล้วจบไป แต่ผลกระทบที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาถของคน กำลังแย่ลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูกโซ่ ที่มีผลกระทบกันไปหมด

รัฐบาลที่ไม่เคยหยุดนิ่งกับการแก้ปัญหาทุกๆเรื่อง

ตั้งแต่เพลงที่บอกว่า เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน เพลงนี้และท่อนนี้ยังคงได้ยินอยู่ในหัว และยังได้ยินจนถึงทุกวันนี้ เพราะท่อนเพลงพวกนี้ กลายเป็นท่อนประโยคที่เด็กสมัยใหม่ที่โตพอจะเข้าใจความเป็นจริงว่าอะไรคืออะไรแล้ว อะไรคือความจริง และอะไรคือการหลอกลวงไปวันๆ จนเด็กๆ เอามาล้อเลียนและเป็นประโยคขำขัน กันในเรื่องสนุกสนาน

แต่กับผู้ใหญ่และคนทำมาหากินที่เป็นพ่อแม่คนและรับผิดชอบต่อครอบครัว กับไม่นั่งขำหรือยืนหัวเราะสนุกสนานไปกับเด็กๆ ด้วย เพราะสิ่งที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่นั้น นอกจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ จนล่าสุดปัญหาไข้ระบาดโควิด ระดับโลก รัฐบาลชุดนี้ก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิม คือการแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินคนละพันสองพัน ต่ออายุวีซ่าในการทำงานราชการไปวันๆ และเก่งที่สุดคือการออกมาโวยวาย และอัดคลิปพูดจาโชว์วิสัยทัศน์ออกมา

ซึ่งคนที่ดูแล้วพูดคำเดียวว่า พูดอะไรออกมา และใช้อะไรคิด ซึ่งล่าสุดปัญหาแพร่ระบาดโควิด รัฐบาลชุดนี้โดยผู้นำของประเทศ ได้ออกมาพูดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ครั้งแรก ย้ำว่าครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดปัญหาไข้ระบาดโควิด19 ขึ้นมาจนทุกวันนี้ จะสองเดือนเข้าเดือนที่สามแล้ว โดยเป็นการแถลงการณ์ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ทำหน้าที่ชะลอการแพร่ระบายและกระจายเชื้อโรคได้อย่างดี (เหรอว่ะ) ทั้งๆที่ล่าสุดมีประชาชนออกมาโพสต์ว่า เป็นไข้โควิด

แต่ไม่มีโรงพยาบาลไหนยอมรักษาให้เนื่องจากเตียงโรงพยาบาลเต็ม และยังบอกผ่านรายการโทรทัศน์อีกว่า แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาเชื้อโควิด ได้กระจายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล หรือตื่นตระหนก เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยนิ่งนอนใจ ทุกฝ่ายทำตามมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ และสร้างความมั่นใจให้กับหน่วยงานและภาครัฐ (ซึ่งคดีกักตุนหน้ากากอนามัย ของ สส.รัฐบาลเอง จนไม่มีหน้ากากอนามัยให้แพทย์และพยาบาลใช้ ยังไม่คืบหน้า

และหน้ากากอนามัยล่องหนหายไปไหน) และขอให้ไม่ต้องกักตุนอาหาร เพราะรัฐบาลชุดนี้เอาอยู่ รวมถึงการงดทำกิจกรรมร่วมชุมนุมต่างๆ  และขอให้เชื่อมั่นในตัวรัฐบาลชุดนี้ ว่ามีสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้อย่างเพียงพอ และทิ้งท้ายด้วยว่า “ผมรู้ว่าทุกคนต้องลำบากและเจ็บปวด แต่เราก็ต้องอดทน เพื่อจะร่วมกันฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน และประเทศไทยต้องชนะ” (อยากถามว่า จะไปรบกับใคร) ซึ่งหลังจากคลิปนี้ออกสู่สายตาประชาชนนั้น ทุกคนตั้งคำถามว่า ที่ออกมาพูดนั้น ตรงไหนคือการป้องกันประเทศ หรือแค่ออกมาบอกว่าเชื่อมั่นรัฐบาล และใส่หน้ากากอนามัยซะ แค่นี้ใช่มั้ยที่ออกมาพูด

เมื่อเศรษฐกิจแย่โจรขโมยก็ชุม

  ตั้งแต่ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ทำให้ตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างประเทศไม่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยเพราะกลัวการติดเชื้อและในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวของประเทศไทยเองประชาชนคนไทยก็ไม่ได้เดินทางออกไปเที่ยวที่ไหนเพราะกลัวการติดเชื้อเช่นเดียวกัน

ดังนั้นจึงส่งผลให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยมีผลกระทบเป็นอย่างมากร้านค้าต่างๆให้ลูกค้าไปซื้อกินสนามบินล้างเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวบินเข้าบินออกประเทศเลยรวมถึงโรงแรมร้านขายของก็ต่างพากันทยอยปิดกิจการกำลังไปมาก นั่นก็เพราะว่าเมื่อไม่มีลูกค้าร้านค้าก็อยู่ไม่ได้และเมื่อร้านค้าอยู่ไม่ได้ประชาชนที่เป็นพนักงานก็ตกงานซึ่งจำนวนพนักงานที่ตกงานเพราะร้านค้าปิดกิจการนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19  มีความเพิ่มขึ้นเรื่อยๆบริษัทใหญ่ๆถ่างปิดกิจการลงสายการบินต้องขอลดจำนวนพนักงานรวมถึงบริษัทรายย่อยต่างๆก็ต้องลดจำนวนพนักงานลง

หรือบางที่ก็แจ้งปิดกิจการเพราะว่าไม่สามารถที่จะทนพิษเศรษฐกิจได้ไหว แล้วเมื่อคนตกงานเยอะไม่มีงานทำก็ยังไม่มีเงินใช้จึงเป็นที่มาว่าในปัจจุบันนี้ประเทศไทยเริ่มมีขโมยและโจรเยอะมากขึ้น จะเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่ตอนนี้เรามักจะเห็นเช่นมีคนเดินเข้าไปในร้านทองแล้วบุกปล้นชิงร้านทองได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก

ซึ่งข่าวการปล้นร้านทองมีมากใน 1 เดือนอาจจะมีการปล้นร้านทองมากกว่า 3 ที่เลยด้วยซ้ำไปแล้วยังมีการเข้าไปปล้นธนาคารรวมถึงการวิ่งราวกระชากสร้อยซึ่งทำให้เราเห็นได้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลแค่เฉพาะร้านค้าอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังส่งผลถึงประชาชนทุกคนหลายคนตัดสินใจที่จะมาเป็นโจรขโมยเพราะว่าไม่มีเงินเอาไว้ใช้จ่ายให้กับคนในครอบครัวอย่างล่าสุดก็มีข่าวโจรขึ้นบ้านรายได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมากซึ่งตามรายงานข่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในบ้านเพราะรู้การเคลื่อนไหวและรูปที่ซ่อนของทรัพย์สินเป็นอย่างดี

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าตอนนี้ทั่วทุกจังหวัดทั้งประเทศไทยมีแต่ปัญหาโจรขโมยชุกชุมถ้าหากรัฐบาลยังไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นประชาชนคงจะอยู่ไม่ได้ไม่สามารถออกเดินตามท้องถนนได้เพราะกลัวทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 กลัวทั้งปัญหาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วยังต้องมากลัวปัญหาคนมากระชากกระเป๋ากระชากสร้อยรวมถึงกลัวโจรจะขึ้นบ้านดังนั้นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ที่รัฐบาลควรจะแก้ไขก็คือปัญหาเศรษฐกิจเพื่อจะได้แก้เรื่องปากท้องของประชาชน เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นจำนวนโจรก็จะลดลง

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  entaplay

ผีน้อยเข้าประเทศไทย

คำว่าผีน้อย เป็นคำที่ใช้แทน คนงานไทยที่หนีไปทำงานที่ประเทศเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งหากดูจากสถิติจากแหล่งอ้างอิงนั้นผลสำรวจแจ้งว่ามีคนงานไทยที่หนีไปทำงานที่ประเทศเกาหลีเกือบสองแสนคน!! 

ซึ่งถือเป็นจำนวนตัวเลขที่สูงมาก เนื่องด้วยการเข้าประเทศเกาหลีนั้น คนไทยไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยื่นขอวีซ่าใดๆ เท่านั้น แค่คุณซื้อตั๋วเครื่องบินไปเกาหลีได้ คุณก็เข้าประเทศเกาหลีได้ นั่นคือสาเหตุของการเข้าประเทศเพื่อนบ้านเราได้อย่างง่ายดาย และทำไมคนไทยต้องหนีไปทำงานด้วยหล่ะ

ก็หันมามองเศรษฐกิจบ้านเราสิครับ สมัยก่อนเรียกว่าข้าวยากหมากแพง แต่สมัยนี้ดินหรือขยะยังแพงกว่าเลย นี่คืออีกจุดที่คนงานไทยจึงอยากไปหาเงินที่ต่างประเทศ และประเทศเกาหลีจึงเป็นเป้าหมายชั้นดีของคนไทย ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่คนเหล่านี้หนีไปทำนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานหมอนวด ส่วนผู้ชายก็คงเป็นแรงงานทั่วไปๆ

ด้วยอัตราเงินที่สูงกว่า จึงทำให้คนไทยนิยมไปที่ไหน ทำสักสามเดือนก็กลับมา แล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่ เพราะช่องว่างระหว่างไทยกับเกาหลีนั้น การพำนักของคนไทยในเกาหลีนั้น ทางเกาหลีใต้ อนุญาตให้ถึง เก้าสิบวันเลยทีเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยทำงานที่นั่นสามเดือน แล้วกลับไทย และค่อยไปใหม่

แต่เมื่อโรคโควิด ระบาดขึ้นมา ทางการเกาหลีเริ่มคุมเข้ม ทำให้คนเหล่านี้อยู่ลำบากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโรคระบาดรุนแรง จนถึงขนาดเกาหลีต้องประกาศเตือนอันตรายเป็นระดับ 3 นั้นคือระดับที่ทุกคนต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน จึงทำให้มีผลกระทบต่อแรงงานไทยที่หนีเข้าไปทำงานประเทศเค้า ไม่ได้รับการคุ้มครองหรือดูแลใด จากโรคระบาดครั้งนี้ นั้นจึงทำให้คนเริ่มกลับประเทศไทย แต่สิงที่เกิดขึ้นนั้น ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยง ที่เคยมาจากประเทศนี้จะต้องถูกกักตัวก่อนเข้าประเทศ 14 วัน 

และกลุ่มแรกที่กำลังจะเข้ามานั้นมีอยู่ประมาณ 60,000 คน ที่มาจากเกาหลี และอีกกี่คนไม่รู้ที่กลับเข้ามาก่อนหน้านั้น แต่ทางการไทยหรือรัฐบาล ไม่กักตัวคนเหล่านี้ไว้ หรือมาตราการจัดหาที่อยู่สำหรับกักตัวไว้ก่อนเพื่อเฝ้าดูอาการแต่กลับปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามาโดยง่าย และให้มาอยู่ปะปนกับประชากรอีก 60 ล้านคนในประเทศไทย จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ทำอย่างนี้ถูกแล้วเหรอ ซึ่งสิ่งที่เราและคนทั่วไปได้ยินคำตอบของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาลนั้น ตอบเพียงแค่ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีนโยบายกักตัวประชาชน จึงให้พวกเค้าเหล่านั้นไปกักตัวเองอยู่ 14 วัน

ประเทศไทยที่มีผู้นำและผู้บริหารแบบนี้ คนไทยจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้จริงหรือ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  dewabet

การบินไทยประกาศลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารแล้วเป็นเวลา 6 เดือน

จากที่ก่อนหน้านี้ทางพนักงานการบินไทยได้มีการพิมพ์ข้อความทางไลน์คุยกันเกี่ยวกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังมีผลกระทบกับประเทศไทยในขณะนี้และที่สำคัญสายกินบินยังมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ซึ่งทำให้ฝ่ายบริการต้องออกมาประกาศให้พนักงานการบินไทยทราบว่าหากพนักงานคนไหนอยากจะหยุดงานก็สามารถหยุดงานได้เลย โดยไม่ถือว่าเป็นการลา เพียงแต่เดือนที่หยุดก็จะไม่ได้เงิน และสายการบินยังประกาศยกเลิกเที่ยวบิน ไป-กลับ ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศฮ่องกง  ประเทศญี่ปุ่น ให้เหลือเที่ยวบินน้อยลง

ซึ่งทำให้พนักงานของสายการบินต่างก็กลัวกันว่าทางสายการบินกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจภายใน ที่มีเงินหมุนเวียนไม่พอใช้จ่ายให้กับบริษัท ซึ่งในครั้งนั้นทางผู้บริหารของการบินไทยได้ออกมาประกาศว่าเงินหมุนเวียนของบริษัทยังคงดีอยู่ และหากมีปัญหาจริงก็จะทำการลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารก่อน

ซี่งมาในวันนี้ ทางการบินไทยได้ออกมาประกาศแล้วว่า จะมีการลดเงินเดือนของฝ่ายบริหารทุกคน  โดยจะทำการลดอยู่ที่ 6 เดือนดูก่อนเพื่อที่การบินไทยจะได้มีเงินมาหมุนเวียนในการใช้จ่ายและดูแลพนักงานของการบินไทยทุกคน ซึ่งจำนวนเงินที่ฝ่ายบริหารจะถูกหักออกนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 15-25 % โดยเงินที่ถูกหักดังกล่าวจะเป็นเงินสวัสดิการของพนักงานฝ่ายบริหาร โดยจะมีผลในการหักเงินในวันที่ 1 เดือนมีนาคม ปี 2020 นี้  

          เราจะเห็นได้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในตอนนี้ส่งผลกระทบกับการเงินของบริษัทหลายบริษัท หรืออาจจะเรียกได้ว่ากระทบกับทุกบริษัทและกระทบกับพนักงานทุกคน อย่างการบินไทยเองก็เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยบริษัทหนึ่งก็ยังต้องมาประสบกับปัญหาพิษเศรษฐกิจเลย ยิ่งมีเรื่องไวรัสโควิด-19 เข้ามาเพิ่มปัญหาในช่วงนี้ด้วย บริษัทก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่และเพื่อเป็นการประคองไม่ให้บริษัทต้องปิดตัวไปในช่วงนี้ทั้งฝ่ายบริหารและพนักงานต่างก็ต้องช่วยกันรักษาสถานะของบริษัทให้ถึงที่สุด และหากปัญหาการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ดีขึ้น

ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของไทยที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้อาจจะดีขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพราะตอนนี้ทางสายการบินไม่มีลูกค้าที่จะขึ้นเครื่องบินทำให้ไม่มีเงินมาเป็นเงินหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทซึ่งปัญหานี้เป็นกันทุกบริษัทไม่ใช่แค่การบินไทยเท่านั้น ซึ่งปัญหานี้รัฐบาลควรจะต้องรีบหานโยบายมาแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วกว่านี้เพราะหากปล่อยเอาไว้เศรษฐกิจไทยไปไม่รอดแน่แน่

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดมีการแจ้งเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

        จากที่เคยมีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่าทางรัฐบาลมีการอนุมัติเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิดเดือนละ 600 บาททุกเดือนตอนนี้ทางกรมกิจการเด็กและเยาวชนก็มีการแจ้งเข้ามาว่าขอชะลอการจ่ายเงินเอาไว้ก่อน เพราะต้องรอการประกาศใช้งบประมาณประจำปี ทำให้ตอนนี้ยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับประชาชนได้ ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการจ่ายเงินให้กับประชาชนได้อีกทีตอนไหน ดังนั้นให้ประชาชนรอไปก่อนแล้วจะมีการประกาศวันเวลาที่จะจ่ายเงินให้ทราบอีกครั้ง

           สำหรับการเงินอุดหนุนให้กับพ่อแม่ที่มีลูกที่เกิดในตอนนี้นั้นเป็นนโยบายที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้ประชาชน มีลูกกันมากมากเพราะว่าตอนนี้วัยรุ่นและวัยทำงานส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปในการทำงาน  โดยไม่สนใจที่จะมีลูกกันเลย ทำให้ตอนนี้ประชากรไทยที่จะมีอายุในช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยชราเยอะ แต่ปริมาณเด็กแรกเกิดกลับค่อยค่อยลดจำนวนลง ดังนั้นทางรัฐบาลจึงต้องการเชิญชวนให้ประชาชนมีลูกกันมากขึ้นโดยมีโครงการจะจ่ายเงินให้กับคนที่มีลูกในช่วงนี้โดยจะจ่ายคนละ 600 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา6 ปี

เพื่อที่จะต้องการกระตุ้นให้คนอยากมีลูก แต่เมื่อโครงการได้มีการประกาศออกมาแล้วตอนนี้กลับพบว่าพิษของปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังมีผลกระทบกับประเทศไทยในขณะนี้มีผลให้ไมมีเงินที่จะนำมาจ่ายให้กับเด็กแรกเกิดได้ตามที่เคยสัญญาเอาไว้ จึงต้องมีการประการของเลือนการจ่ายเงินออกไปก่อน ซึ่งทางกระทรวงจะมีการหาแหล่งเงิน เพื่อจะเอาเงินมามาให้กับเด็กแรกเกิดก่อนในช่วงนี้อยู่ 

     การที่รัฐบาลออกกฎหมายมาช่วยประชาชนเรื่องเงินนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรดูแหล่งเงินในกองคลังของตัวเองก่อนว่ามีเงินหรือไม่ เพราะปัจจุบันมีการนำเงินกองคลังมาแจกจ่ายประชาชน ตามโครงการของรัฐที่มีการจัดตั้งขึ้นบ่อยบ่อย และไม่ได้ดูเลยว่าเงินร่อยเหรอไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

การที่รัฐนำเงินออกมาแจกจ่ายกับประชาชนนั้น บางครั้งเราก็คิดว่ามันไม่แฟร์เพราะเราต้องเสียเงินค่าภาษีเยอะแล้วแทนที่รัฐจะนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาประเทศไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศแต่กลับนำเงินไปใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่สมควรที่จะทำเพียงเพื่อต้องการให้รัฐบาลรุ่นของตัวเองได้หน้าตาว่ามีเงินออกมาแจกประชาชน แต่เงินเหล่านั้นนอกจากจะมีการขูดมาจากภาษีแล้ว ยังเป็นเงินที่เอามาจากการยึดทรัพย์สินของคนอื่นแล้วเอามาใช้จ่าย รวมถึงมีการไปกู้เงินจากต่างประเทศมาแล้วนำมาแจกประชาชน เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิดจริงๆจึงทำให้เศรษฐกิจไทยต้องย่ำแย่อยู่อย่างนี้